“ดร.นิยม” ชี้ “เอหิภิกขุ” เป็นพุทธานุญาต ย้ำอุปสมบทปัจจุบันต้องเป็นไปตามพระวินัย

กรุงเทพฯ ดร.นิยม เวชกามา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่มีการเผยแพร่หนังสือขอลาออกจากราชการของผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลแพ่งธนบุรี ซึ่งมีข้อความกล่าวถึง “พระอรหันต์ขีณาสพ 3 องค์” และเชื่อมโยงกับประเด็นการอุปสมบทแบบ “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” โดยเห็นว่าควรแยกเรื่องความเชื่อหรือประสบการณ์ส่วนบุคคลออกจากหลักพระธรรมวินัยให้ชัดเจน
ดร.นิยม กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวควรพิจารณาตามหลักพระไตรปิฎก โดย เอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นรูปแบบการอุปสมบทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานด้วยพระองค์เอง ด้วยพระดำรัส “เอหิ ภิกฺขุ” ซึ่งเป็นการให้อุปสมบทโดยพุทธานุญาตโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ ดร.นิยม การมีอยู่หรือไม่ของพระอริยบุคคลหรือพระอรหันต์ในยุคปัจจุบันเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรนำมาตัดสินโดยปราศจากหลักฐานที่ตรวจสอบได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ ไม่ควรนำความเชื่อดังกล่าวมาปะปนกับหลักเกณฑ์การอุปสมบทตามพระธรรมวินัย
ดร.นิยม อธิบายว่า การอุปสมบทในสมัยพุทธกาลมีพัฒนาการตามที่ปรากฏในพระวินัย โดยในระยะแรกพระพุทธองค์ทรงให้อุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ต่อมาทรงอนุญาตการอุปสมบทด้วยติสรณคมนูปสัมปทา และภายหลังทรงบัญญัติให้สงฆ์เป็นผู้ดำเนินการอุปสมบทด้วย ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา
สำหรับการอุปสมบทแบบญัตติจตุตถกรรม ดร.นิยม ระบุว่าเป็น สังฆกรรม ซึ่งต้องดำเนินการตามองค์ประกอบและขั้นตอนที่พระวินัยกำหนด มิใช่การที่พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งกล่าวถ้อยคำแล้วทำให้บุคคลนั้นเป็นพระภิกษุโดยทันที โดยกระบวนการมีทั้งพระอุปัชฌาย์ องค์สงฆ์ และการสวดกรรมวาจาตามหลักพระวินัย
“ตรงนี้พระวินัยเขียนไว้ชัด ไม่ใช่เรื่องที่เราจะคิดวิธีขึ้นมาใหม่ได้เอง” ดร.นิยมกล่าว
ดร.นิยม ย้ำว่า หากบุคคลประสงค์จะเข้าสู่เพศบรรพชิตในปัจจุบัน ก็ควรดำเนินการอุปสมบทให้เป็นไปตามหลักพระธรรมวินัย โดยไม่ควรนำประสบการณ์ส่วนบุคคล นิมิต หรือความเชื่อมาใช้แทนกระบวนการสังฆกรรม
พร้อมระบุว่า ความศรัทธาและประสบการณ์ทางจิตเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ควรเคารพ แต่ “นิมิตไม่ใช่สังฆกรรม” และความศรัทธาไม่สามารถใช้แทนกระบวนการอุปสมบทตามพระวินัยได้
“ผมไม่ได้ติดใจว่าใครจะบวชด้วยเหตุผลอะไร การละตำแหน่ง ลาภ ยศ หรือชีวิตทางโลกเพื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ หากเกิดจากศรัทธาบริสุทธิ์ก็เป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนา แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ อย่านำศรัทธาส่วนบุคคลมาสร้างหลักพระวินัยขึ้นใหม่”
ดร.นิยม กล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีนี้ควรเป็นโอกาสให้สังคมหันกลับมาศึกษาพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง มากกว่าการถกเถียงในประเด็นที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครมีอภิญญาหรือเป็นพระอรหันต์หรือไม่ โดยเห็นว่าประเด็นที่สามารถตรวจสอบได้คือหลักเกณฑ์ตามพระธรรมวินัย
“เอหิภิกขุอุปสัมปทาเป็นการอุปสมบทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานด้วยพระองค์เอง ส่วนการอุปสมบทของพระภิกษุในพระศาสนาที่สืบมาถึงปัจจุบัน ต้องเป็นไปตามญัตติจตุตถกรรม เมื่อพระวินัยกำหนดไว้อย่างนี้ ก็ควรยึดพระวินัยเป็นหลัก” ดร.นิยม เวชกามา กล่าว///

