ดร.นิยม เปิดเสียงชาวพุทธชายแดนใต้ ถามรัฐบาล วันนี้เราดูแลพวกเขาเพียงพอแล้วหรือยัง? “ถ้าพระสงฆ์ยังต้องหวาดกลัวในการออกบิณฑบาต ชาวพุทธยังต้องอพยพออกจากพื้นที่ แล้วเราจะบอกได้อย่างไรว่า เราดูแลพวกเขาอย่างเต็มที่แล้ว”

Uncategorized

ดร.นิยม เปิดเสียงชาวพุทธชายแดนใต้

ถามรัฐบาล วันนี้เราดูแลพวกเขาเพียงพอแล้วหรือยัง?

“ถ้าพระสงฆ์ยังต้องหวาดกลัวในการออกบิณฑบาต ชาวพุทธยังต้องอพยพออกจากพื้นที่ แล้วเราจะบอกได้อย่างไรว่า เราดูแลพวกเขาอย่างเต็มที่แล้ว”

 

 

 

 

 

 

 

ดร.นิยม เวชกามา กล่าวถึงคลิป “วิถีพุทธถดถอย เสียงร้องคนชายแดนใต้ | สืบสวนความจริง” ซึ่งสะท้อนเสียงของชาวไทยพุทธในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังต้องเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบมายาวนานกว่า 20 ปี

ดร.นิยม กล่าวว่า สิ่งที่อยากทำในวันนี้ไม่ใช่การสร้างความขัดแย้งกับใคร แต่ต้องการให้ รัฐบาลหันกลับมามองชีวิตของชาวพุทธในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง

พร้อมกล่าวขอบคุณ นายพงษ์ศักดิ์ พรหมสัง ประธานสมาพันธ์ไทยพุทธจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กล้าออกมาสะท้อนปัญหาจากมุมของคนในพื้นที่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เสียงของชาวพุทธในพื้นที่อาจถูกพูดถึงอยู่บ้าง แต่ไม่ค่อยได้ถูกนำเสนอออกมาให้สังคมไทยเห็นอย่างเป็นระบบ

“ผมอยากให้ช่วยกันดูคลิปนี้ และช่วยกันส่งต่อ ไม่ใช่เพื่อสร้างความเกลียดชัง แต่เพื่อให้คนทั้งประเทศได้เห็นว่า วันนี้พี่น้องชาวพุทธในชายแดนใต้เขาอยู่กันอย่างไร”

จาก 23 ปีของความรุนแรง คำถามคือชาวพุทธเหลืออะไรอยู่บ้าง

ประเด็นที่น่าคิดจากคลิป คือข้อมูลที่แกนนำชาวพุทธในพื้นที่นำเสนอเกี่ยวกับจำนวนประชากรชาวพุทธที่ลดลงอย่างมาก โดยมีการกล่าวถึงตัวเลขจากอดีตราว 300,000 คน เหลือประมาณ 50,000 คน

ดร.นิยม กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐอย่างเป็นทางการ แต่ไม่ว่าตัวเลขที่แท้จริงจะเป็นเท่าใด คำถามสำคัญกว่าตัวเลขคือ

“ทำไมคนจึงออกจากพื้นที่?”

หากคนจำนวนมากย้ายออกเพราะการศึกษา เศรษฐกิจ หรือเหตุผลทางครอบครัว รัฐบาลก็ควรมีข้อมูลที่ชัดเจน

แต่หากมีส่วนหนึ่งที่ต้องออกจากพื้นที่เพราะความหวาดกลัว เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย หรือเพราะไม่สามารถดำรงชีวิตและประกอบศาสนกิจได้ตามปกติ เรื่องนี้ยิ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

เพราะนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของจำนวนประชากร

แต่มันคือเรื่องของการดำรงอยู่ของชุมชน

แล้วพระสงฆ์ที่ถูกฆ่าล่ะ?

อีกประเด็นที่ ดร.นิยม เห็นว่ารัฐบาลและคณะสงฆ์ต้องกลับมาทบทวน คือ ความปลอดภัยและการดูแลพระภิกษุในพื้นที่

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีข้อมูลรองรับ

เมื่อปี 2547 มหาเถรสมาคมมีมติกรณีพระภิกษุและสามเณรถูกทำร้ายและฆาตกรรมในจังหวัดนราธิวาสและยะลา โดยระบุว่ามีพระภิกษุและสามเณรมรณภาพ 3 รูป และบาดเจ็บสาหัส 1 รูป พร้อมมีมาตรการช่วยเหลือพระสงฆ์และวัดที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งมาตรการรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติศาสนกิจ

คำถามวันนี้จึงไม่ใช่ว่า “เคยช่วยหรือไม่”

แต่คือ

“หลังจากผ่านมากว่า 20 ปี เราได้ทำมากพอแล้วหรือยัง?”

พระสงฆ์เหล่านี้ไม่ได้ลงไปอยู่ในพื้นที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์

ท่านอยู่เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา

และเมื่อพระสงฆ์ต้องทำหน้าที่ท่ามกลางความเสี่ยง รัฐและคณะสงฆ์ก็ควรต้องมีระบบดูแลที่เหมาะสมกับสถานการณ์

ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงลงพื้นที่ เพราะไม่ต้องการให้ชาวบ้านต้องทิ้งถิ่นฐาน

ดร.นิยม กล่าวว่า หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนใต้มีความรุนแรง จะเห็นได้ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสำคัญกับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก

มีข้อมูลเกี่ยวกับพระราชภารกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสะท้อนถึงพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยประชาชนที่กำลังเผชิญความเดือดร้อนและความไม่ปลอดภัย

ในยุคนั้น ยังมีความพยายามส่งพระภิกษุเข้าไปเผยแผ่และประคับประคองพระพุทธศาสนาในพื้นที่ โดยพระสงฆ์จากหลายภูมิภาค โดยเฉพาะจากภาคอีสาน เข้าไปช่วยงานพระศาสนาในพื้นที่ชายแดนใต้

“ในยุคนั้นยังมีคนพยายามนำพระเข้าไปช่วยกันประคองพระพุทธศาสนาในพื้นที่ แต่วันนี้เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า สิ่งที่เคยมีอยู่ วันนี้เหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน”

รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้พระพุทธศาสนาถอยไปพร้อมกับประชาชน

ดร.นิยม กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำต่อจากนี้ ไม่ใช่เพียงการรักษาความปลอดภัยในมิติของทหารและตำรวจ แต่ต้องมองเรื่องนี้เป็น การดูแลประชาชนและการรักษาชุมชน

ควรมีการสำรวจข้อมูลอย่างจริงจังว่า

– ชาวพุทธในพื้นที่มีจำนวนเท่าใดในปัจจุบัน

– จำนวนที่ลดลงเกิดจากสาเหตุใด

– วัดใดได้รับผลกระทบ

– พระสงฆ์ในพื้นที่สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

– พระสงฆ์ที่เสียชีวิตหรือได้รับผลกระทบได้รับการดูแลและเยียวยาอย่างเหมาะสมหรือไม่

– และรัฐมีแผนระยะยาวอย่างไรที่จะทำให้ชุมชนชาวพุทธสามารถดำรงอยู่ในพื้นที่ได้อย่างมั่นคง

“ผมคิดว่าเราไม่ควรมองชาวพุทธในชายแดนใต้เพียงเป็นตัวเลขในรายงานสถานการณ์ แต่ต้องมองเขาเป็นประชาชนคนหนึ่งที่มีบ้าน มีวัด มีครอบครัว มีอาชีพ และมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในบ้านเกิดของตัวเอง”

ดร.นิยม : ครั้งหนึ่งผู้นำชาวพุทธเคยมาพบเราถึงทำเนียบรัฐบาล

ดร.นิยม ยังกล่าวถึงช่วงที่ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า เคยมีผู้นำชาวพุทธจากพื้นที่เดินทางเข้ามาพบที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อสะท้อนปัญหาและขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ

ในกลุ่มดังกล่าวมี พระครูโฆสิตสุตาภรณ์ หรือ “ท่านขาว” และ พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ รวมอยู่ด้วย โดยมีการนำปัญหาของชาวพุทธในพื้นที่มาสะท้อนต่อรัฐบาล

“ผมจำได้ว่า ตอนผมเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คนกลุ่มนี้เคยมาพบพวกเราที่ทำเนียบรัฐบาล พวกเขาสู้เพื่อชาวพุทธในแดนใต้”

“แม้เวลาที่ผมอยู่ในตำแหน่งจะสั้น แต่เรื่องนี้ยังติดอยู่ในใจ เพราะวันนี้เรายังเห็นเสียงเรียกร้องแบบเดิมอยู่”

อย่าให้เสียงของชาวพุทธชายแดนใต้ต้องรออีก 20 ปี

ดร.นิยม กล่าวว่า วันนี้ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล คณะสงฆ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกลับมานั่งคุยกันอย่างจริงจัง

ไม่ใช่เพื่อแบ่งแยกคนตามศาสนา

แต่เพื่อทำให้ทุกคนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี

ชาวพุทธไม่ควรถูกทำให้รู้สึกว่า พวกเขาต้องต่อสู้เพียงลำพัง

และพระสงฆ์ที่ยืนหยัดอยู่ในพื้นที่ แม้ต้องเผชิญกับความเสี่ยง ก็ควรได้รับการดูแลและคุ้มครองอย่างเหมาะสม

“ผมอยากฝากไปถึงรัฐบาลว่า อย่ารอให้ชาวพุทธออกจากพื้นที่ไปมากกว่านี้ แล้วค่อยมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น”

“วันนี้ยังมีเวลาแก้ไข”

“ขอให้รัฐบาลลงไปดูข้อมูลจริง ลงไปฟังเสียงคนจริง ๆ และถามตัวเองว่า เราจะทำอย่างไรให้ชาวพุทธสามารถอยู่ในแผ่นดินเกิดของเขาได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และมีอนาคต”

“นี่ไม่ใช่เรื่องของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของประชาชนไทยที่กำลังบอกว่า พวกเขาอยากให้ประเทศมองเห็นพวกเขา”

และวันนี้ เราควรฟังเขาให้ชัดกว่าที่เคย

— ดร.นิยม เวชกามา

#นิยมเพื่อคนไทย

#นิยมเวชกามา

#มหานิยม

ขอบคุณแหล่งที่มา Nation Online