ประธานวุฒิสภาให้การรับรองเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสโลวักประจำประเทศไทย

Uncategorized

ประธานวุฒิสภาให้การรับรองเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสโลวักประจำประเทศไทย

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องรับรองพิเศษ 204 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้การรับรอง นายอะเลคซันเดร์ มีโซฟชิน (H.E. Mr. Alexander Micovčin) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสโลวักประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ในประเทศไทยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างกันในอนาคต โดยมีนายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นพดล อินนา รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล และนางนวนันทน์ เนติธนากูล รองเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมให้การรับรอง

ประธานวุฒิสภากล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสโลวักครบรอบ 33 ปี เชื่อมั่นว่าเอกอัครราชทูตฯ จะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในสาขาธุรกิจที่สโลวักมีความเชี่ยวชาญ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ ซอฟท์แวร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ หวังว่าสโลวักจะแบ่งปันประสบการณ์ และสนับสนุนให้ไทยได้เข้าร่วมการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้เร็วยิ่งขึ้นต่อไป

ด้านเอกอัครราชทูตฯ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศที่มีต่อกันมายาวนาน พร้อมที่จะส่งเสริมและขยายความร่วมมือระหว่างกันต่อไป โอกาสนี้ประธานรัฐสภาสโลวาเกียฝากความระลึกถึงมายังประธานวุฒิสภา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับรัฐสภาของทั้งสองประเทศ สำหรับความสัมพันธ์ระดับรัฐสภาของทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภา และคณะกรรมาธิการต่าง ๆ โดยมีการหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระหว่างกันทั้งด้านวิทยาศาสตร์ การต่างประเทศ และความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจร่วมกัน สำหรับประเด็นที่ไทยกำลังเข้าเป็นสมาชิก OECD เชื่อมั่นว่าสโลวาเกียยินดีให้การสนับสนุนไทย รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกได้อย่างราบรื่น พร้อมกันนี้ เอกอัครราชทูตฯ กล่าวเน้นย้ำที่จะสานต่อความร่วมมือระหว่างไทยกับสโลวักเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศให้มั่นคงและยั่งยืนต่อไป