ม.ทักษิณ เปิด 3 ศูนย์วิจัยระดับนานาชาติ อัดงบ 5.8 ล้านบาท เดินหน้าสร้างงานวิจัยเฉพาะทาง เชื่อมองค์ความรู้สู่เวทีโลก



มหาวิทยาลัยทักษิณเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและนวัตกรรม ประกาศจัดตั้ง 3 ศูนย์วิจัยระดับนานาชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570–2572 ครอบคลุมศาสตร์ด้านวิทยาการแมลงและระบบนิเวศที่ยั่งยืน ชันโรง และวิทยาศาสตร์วัสดุฟังก์ชันขั้นสูง ภายใต้งบประมาณสนับสนุนรวม 5.8 ล้านบาท มุ่งพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของนักวิจัย สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ และผลักดันองค์ความรู้สู่การยอมรับในระดับนานาชาติ
การจัดตั้งศูนย์วิจัยครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบวิจัยของมหาวิทยาลัย โดยมุ่งเน้นการรวมกลุ่มนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญและความสนใจในศาสตร์เดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกัน ให้สามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ และต่อยอดผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อสังคม
ทั้ง 3 ศูนย์วิจัยได้รับการจัดตั้งตามประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนวิจัยมหาวิทยาลัยทักษิณ ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2569 โดยแต่ละศูนย์มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เชื่อมโยงกับประเด็นสำคัญของโลก ทั้งการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และการพัฒนาวัสดุสำหรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ดังนี้
1. ศูนย์นานาชาติด้านวิทยาการแมลงและระบบนิเวศที่ยั่งยืน (In-CISE-TSU)
มีอาจารย์ ดร.อารีรักษ์ นิลสาย เป็นหัวหน้าศูนย์ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล มุ่งศึกษาวิจัยด้านแมลงและความสัมพันธ์กับระบบนิเวศ เนื่องจากแมลงมีบทบาทสำคัญต่อความสมดุลของธรรมชาติ ทั้งการผสมเกสร การย่อยสลายอินทรียวัตถุ และการเป็นตัวบ่งชี้การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม
การศึกษาวิทยาการแมลงจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจำแนกชนิดพันธุ์ แต่ยังเชื่อมโยงกับความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน การจัดตั้งศูนย์วิจัยเฉพาะทางจะช่วยบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และระบบนิเวศ ตลอดจนสร้างเครือข่ายนักวิจัยเพื่อพัฒนาฐานความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมในอนาคต
2. ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชันโรงนานาชาติ (GLOBEE Center)
มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันกุศล ชนะสิทธิ์ เป็นหัวหน้าศูนย์ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล มุ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับชันโรง ซึ่งเป็นแมลงผสมเกสรในกลุ่มผึ้งไม่มีเหล็กใน มีบทบาทสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ โดยเฉพาะการช่วยผสมเกสรพืชในธรรมชาติและพืชเศรษฐกิจ
นอกจากความสำคัญด้านระบบนิเวศแล้ว ชันโรงยังมีความเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรและการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนผ่านผลิตภัณฑ์จากชันโรง การมีศูนย์วิจัยเฉพาะทางจึงเป็นโอกาสในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านชีววิทยา นิเวศวิทยา การอนุรักษ์แมลงผสมเกสร และการประยุกต์ใช้ทางการเกษตรอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างเหมาะสม
3. ศูนย์วิทยาศาสตร์วัสดุฟังก์ชันขั้นสูง (CAFMS)
มีรองศาสตราจารย์ ดร.จักรี บุญละคร เป็นหัวหน้าศูนย์ สังกัดคณะศึกษาศาสตร์ มุ่งศึกษาและพัฒนาวัสดุที่มีสมบัติเฉพาะตามลักษณะการใช้งาน ทั้งสมบัติทางไฟฟ้า แม่เหล็ก แสง และการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม
วิทยาศาสตร์วัสดุฟังก์ชันขั้นสูงเป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซนเซอร์ เทคโนโลยีพลังงาน และวัสดุอัจฉริยะ การจัดตั้งศูนย์วิจัยจึงมุ่งส่งเสริมงานวิจัยเชิงลึกที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านฟิสิกส์ เคมี และวัสดุศาสตร์ พร้อมสนับสนุนความร่วมมือระหว่างนักวิจัยต่างสาขา เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในอนาคต
สำหรับการดำเนินงานของศูนย์วิจัยทั้ง 3 แห่ง กำหนดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2572 ภายใต้งบประมาณสนับสนุนรวม 5.8 ล้านบาท โดยมีสถาบันวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยทักษิณ รับผิดชอบการเบิกจ่ายงบประมาณและติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด
การจัดตั้งศูนย์วิจัยระดับนานาชาติทั้ง 3 แห่ง ยังสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2568–2572 ของมหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งมุ่งพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยและนวัตกรรมให้สามารถตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่และสังคม ส่งเสริมการสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ตลอดจนสนับสนุนการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนามหาวิทยาลัยทักษิณสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม” โดยใช้ความเชี่ยวชาญทางวิชาการและศักยภาพของนักวิจัยในการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลง เชื่อมโยงงานวิจัยตั้งแต่ระดับพื้นที่สู่เครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ และผลักดันผลงานวิจัยให้มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
การรวมกลุ่มนักวิจัยผ่านศูนย์วิจัยเฉพาะทางจึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศการวิจัยของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่การสร้างกลุ่มวิจัยที่เข้มแข็ง การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างสาขา การพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในวงกว้าง

