“ดร.มหานิยม” ห่วงอนาคตพระพุทธศาสนาไทย ตั้งคำถามอีก 20 ปี ใครจะบวชเป็นพระ? เสนอ มส.-พศ. เร่งสร้างศาสนทายาท

Uncategorized

“ดร.มหานิยม” ห่วงอนาคตพระพุทธศาสนาไทย ตั้งคำถามอีก 20 ปี ใครจะบวชเป็นพระ? เสนอ มส.-พศ. เร่งสร้างศาสนทายาท

ดร.มหานิยม เวชกามา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงความห่วงใยต่ออนาคตพระพุทธศาสนาไทย โดยเฉพาะการสร้างพระภิกษุสามเณรรุ่นใหม่เพื่อสืบทอดพระศาสนา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร เด็กเกิดน้อยลง และวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมตั้งคำถามถึงมหาเถรสมาคม (มส.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ว่า ได้เตรียมแผนระยะยาวรองรับการสร้างศาสนทายาทอย่างจริงจังแล้วหรือไม่

ดร.มหานิยม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง โรงเรียนหลายแห่งมีนักเรียนลดลง ขณะที่วิถีชีวิตและแนวคิดของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป การบวชเรียนซึ่งในอดีตเป็นช่องทางสำคัญทั้งด้านการศึกษาและการสืบทอดพระพุทธศาสนา จึงจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและปรับแนวทางให้สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน

“ผมอยากให้มหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติลองคิดดูว่า อีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้า ใครจะเข้ามาบวชเป็นพระ ใครจะมาเป็นเจ้าอาวาส ใครจะสอนพระธรรมวินัย และใครจะเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา ถ้าวันนี้เราไม่เริ่มสร้างคน แล้วจะไปรอสร้างกันเมื่อไร”

ดร.มหานิยม กล่าวต่อว่า กรณีแนวคิดการกำหนดหลักเกณฑ์ให้วัดมีพระภิกษุประจำไม่น้อยกว่า 5 รูป ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี เป็นประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะความพร้อมของวัดในพื้นที่ชนบท ซึ่งบางแห่งมีพระภิกษุจำพรรษาเพียงรูปเดียว หรือมีผู้เข้ามาบวชเรียนน้อยลง

จึงเห็นว่าการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับจำนวนพระประจำวัด ควรดำเนินควบคู่ไปกับนโยบายส่งเสริมการบวชและการสร้างบุคลากรทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้มีพระภิกษุสามเณรที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อการสืบทอดพระศาสนาในอนาคต

“คุณจะกำหนดให้วัดมีพระ 5 รูป 10 รูป ก็เขียนระเบียบได้ แต่คำถามคือ คุณสร้างพระมาจากไหน ทุกวันนี้วัดบ้านนอกบางแห่งมีพระอยู่รูปเดียว บางแห่งแทบไม่มีคนบวช แล้วจะเอาพระที่ไหนมาให้ครบตามระเบียบ”

ดร.มหานิยม เสนอว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ควรปล่อยให้วัดหรือเจ้าคณะผู้ปกครองในพื้นที่รับมือเพียงลำพัง แต่รัฐบาล มหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ควรร่วมกันจัดทำแผนสร้างศาสนทายาทในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการบรรพชาสามเณร การศึกษาพระปริยัติธรรม การสนับสนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา ตลอดจนการพัฒนาระบบดูแลพระภิกษุสามเณรให้มีคุณภาพ

นอกจากนี้ ควรเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้พระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง ผ่านกิจกรรมของวัด โรงเรียน และโครงการยุวชนธรรมทูต เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและความผูกพันกับพระพุทธศาสนาตั้งแต่วัยเยาว์ โดยไม่จำเป็นต้องมุ่งหวังให้เยาวชนทุกคนออกบวช

“การสร้างศาสนทายาทไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเอาเด็กทุกคนมาบวช แต่ต้องทำให้คนรุ่นใหม่รู้จักพระพุทธศาสนา เข้าใจหลักธรรม และเห็นคุณค่าของการบวชเรียน ใครมีศรัทธาจะบวชก็ต้องมีระบบส่งเสริม ใครไม่บวชก็เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีและช่วยอุปถัมภ์พระศาสนาได้”

ดร.มหานิยม ยังเน้นย้ำว่า การสร้างศาสนทายาทไม่ควรมุ่งเน้นเพียงจำนวนผู้บวช แต่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของพระภิกษุสามเณร ทั้งด้านการศึกษา ความประพฤติ การปฏิบัติธรรม และความสามารถในการเผยแผ่หลักธรรมให้เข้าถึงประชาชนในสังคมยุคใหม่

“ผมอยากให้ พศ. และ มส. หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างคนมากกว่าการสร้างเงื่อนไข เพราะพระพุทธศาสนาจะอยู่ต่อไปได้ ไม่ใช่เพราะเรามีวัดมากเท่าไร แต่เพราะเรามีพระที่มีคุณภาพ มีคนศึกษาพระธรรม และมีคนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอด”

พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “อย่ารอให้วัดไม่มีพระ แล้วค่อยมาคิดว่าจะหาพระจากไหน วันนี้ต้องเริ่มวางแผนสร้างศาสนทายาทอย่างจริงจัง เพราะการรักษาพระพุทธศาสนาไม่ใช่เพียงการรักษาวัด แต่ต้องรักษาคนที่จะสืบทอดพระศาสนาให้ได้ด้วย”

ดร.มหานิยม กล่าว/////