พรหมมินทร์” ตั้งคำถามรื้อแหล่งเงิน สสส.-ไทยพีบีเอส ห่วงกระทบความเป็นอิสระ ชี้ต้องเปิดพื้นที่ตรวจสอบอย่างรอบด้าน

Uncategorized

“พรหมมินทร์” ตั้งคำถามรื้อแหล่งเงิน สสส.-ไทยพีบีเอส ห่วงกระทบความเป็นอิสระ ชี้ต้องเปิดพื้นที่ตรวจสอบอย่างรอบด้าน

วันที่ 3 ตุลาคม 2569 นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ เปิดเผยถึงกรณีมีข้อเสนอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับแหล่งรายได้ขององค์กรที่ได้รับเงินบำรุงจากภาษีสรรพสามิต โดยเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องวินัยการเงินการคลัง กลไกตรวจสอบ และหลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

ปัจจุบันไทยพีบีเอสมีรายได้จากเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ ตามกฎหมาย โดยกำหนดเพดานรายได้สูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี และรายได้ดังกล่าวไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินตามโครงสร้างที่กฎหมายกำหนด ขณะที่มีข้อเสนอแก้ไขกฎหมายให้เปลี่ยนไปใช้ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน โดยร่างกฎหมายอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ในช่วงวันที่ 30 กันยายน-14 ตุลาคม 2569

นายพรหมมินทร์มองว่า การนำเสนอประเด็นดังกล่าวผ่านกรอบ “วินัยการเงินการคลัง” อาจทำให้สังคมมองข้ามคำถามอีกด้าน โดยเฉพาะผลต่อความเป็นอิสระขององค์กร หากแหล่งรายได้เปลี่ยนไปพึ่งพาการจัดสรรงบประมาณรายปีจากฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร

สำหรับไทยพีบีเอส ระบุว่า คณะกรรมการนโยบายมีหน้าที่คุ้มครองความเป็นอิสระของคณะกรรมการบริหาร ผู้อำนวยการ และพนักงานให้ปลอดจากการแทรกแซง ขณะที่โครงสร้างรายได้ตามกฎหมายปัจจุบันมีวัตถุประสงค์ให้การดำเนินงานขององค์กรมีความเป็นอิสระจากการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินโดยตรง

นายพรหมมินทร์จึงตั้งข้อสังเกตว่า หากไทยพีบีเอสต้องพึ่งพางบประมาณรายปี อาจเกิดคำถามเกี่ยวกับหลักประกันความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อสาธารณะ ขณะที่ในส่วนของ สสส. เห็นว่าควรพิจารณาผลกระทบต่อการทำงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพและการขับเคลื่อนภาคประชาสังคมประกอบกันด้วย

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนการปรับโครงสร้างรายได้โดยให้เหตุผลเรื่องวินัยการเงินการคลัง และฝ่ายที่กังวลว่าการเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายปีอาจกระทบความเป็นอิสระขององค์กร โดยไทยพีบีเอสได้ออกถ้อยแถลงเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ระบุถึงความสำคัญของหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ขณะที่ภาคประชาชนและแวดวงวิชาการบางส่วนก็ออกมาแสดงความกังวลในประเด็นดังกล่าวเช่นกัน

นายพรหมมินทร์เสนอว่า การแก้ไขกฎหมายควรเปิดให้มีการตรวจสอบและรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน ทั้งองค์กรที่ได้รับผลกระทบ ผู้เชี่ยวชาญ ภาคประชาชน และฝ่ายที่เสนอแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้สังคมสามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่า การเปลี่ยนแหล่งรายได้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความเป็นอิสระขององค์กรอย่างไร

ท้ายที่สุด นายพรหมมินทร์เห็นว่า ประเด็นสำคัญไม่ควรอยู่เพียงคำถามว่า “ใครควบคุมงบประมาณ” แต่ควรพิจารณาควบคู่กันว่าโครงสร้างทางการเงินแบบใดจะทำให้เกิดทั้งความรับผิดชอบต่อเงินสาธารณะ การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และการคุ้มครองความเป็นอิสระในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชน