ม.ทักษิณ ผนึกพลังภาคีสงขลา พัทลุง เร่งอนุรักษ์โลมาอิรวดี เชื่อมวิถีชุมชนประมง สร้างอาชีพทางเลือก เสริมความเท่าเทียมทางเพศ

Uncategorized

ม.ทักษิณ ผนึกพลังภาคีสงขลา พัทลุง เร่งอนุรักษ์โลมาอิรวดี เชื่อมวิถีชุมชนประมง สร้างอาชีพทางเลือก เสริมความเท่าเทียมทางเพศ

“โลมาอยู่ได้ ทะเลสาบอยู่รอด คนอยู่ดี” ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดของนิทรรศการในงาน “Irrawaddy Dolphin and Community” แต่คือโจทย์ใหญ่ของการอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลา เมื่อมหาวิทยาลัยทักษิณชวนชุมชนประมงรอบทะเลสาบมาร่วมออกแบบอาชีพทางเลือก สร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม และลดแรงกดดันต่อทรัพยากรที่เป็นฐานชีวิตของชุมชน
มหาวิทยาลัยทักษิณผนึกความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ธนาคารโลก กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และชุมชนประมงรอบทะเลสาบสงขลา ขับเคลื่อนการอนุรักษ์โลมาอิรวดีผ่านการสร้างอาชีพทางเลือก การฟื้นฟูทรัพยากร และการเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิง ผู้ชาย และเยาวชน ได้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรอย่างเท่าเทียม ผ่านกิจกรรม “Irrawaddy Dolphin and Community” เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ณ สถาบันส่งเสริมการบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดพัทลุง ภายใต้โครงการเสริมสร้างอาชีพทางเลือกของชุมชนประมงรอบทะเลสาบสงขลาตอนบน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมทางเพศภาวะ เพื่อเกื้อหนุนต่อการอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมเครือข่ายชุมชนประมง 60 ชุมชน แบ่งเป็นจังหวัดสงขลา 32 ชุมชน และพัทลุง 28 ชุมชน
ข้อมูลการสำรวจของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ปี 2569 ระบุว่า สามารถจำแนกอัตลักษณ์โลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาได้ประมาณ 10 ตัว และประเมินว่าประชากรอาจเหลือราว 10–14 ตัว ท่ามกลางแรงกดดันจากความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ การสูญเสียแหล่งอาศัย เครื่องมือประมง และกิจกรรมของมนุษย์ สถานการณ์ของโลมาจึงเป็นมากกว่าการลดลงของสัตว์ชนิดหนึ่ง แต่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหาร รายได้ และวิถีชีวิตของชุมชนรอบทะเลสาบ
รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยต้องนำงานวิจัยและองค์ความรู้เข้าไปเชื่อมกับปัญหาจริง รับฟังเสียงของพื้นที่ และทำงานร่วมกับชุมชน เพราะการอนุรักษ์โลมาไม่ใช่เพียงเรื่องของสัตว์ชนิดหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความเป็นธรรมของผู้คนที่อยู่ร่วมกับทะเลสาบ
แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนจากการมอง “โลมา” “คน” และ “ทะเลสาบ” เป็นปัญหาแยกส่วน ไปสู่การมองความสัมพันธ์ของทั้งระบบ เพราะวิถีของชุมชนประมงผูกพันกับความอุดมสมบูรณ์ของทะเลสาบมาอย่างยาวนาน เมื่อทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง ย่อมส่งผลต่อรายได้ ความมั่นคงของครัวเรือน และรูปแบบการดำรงชีวิต ขณะที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจก็อาจย้อนกลับไปเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างอาชีพทางเลือกจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายได้ แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยให้ชุมชนมีทางเลือกในการดำรงชีวิต ควบคู่กับการลดแรงกดดันต่อทรัพยากรและการอนุรักษ์ทะเลสาบ รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐพงศ์ กล่าว
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมัคร แก้วสุกแสง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม และหัวหน้าโครงการวิจัย ระบุว่า โครงการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยมาสนับสนุนการพัฒนาอาชีพ ควบคู่กับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมทางเพศภาวะ ผ่านกลไกคณะกรรมการดำเนินงานระดับชุมชน หรือ Community Implementing Committees (CIC) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนเข้ามามีบทบาทตั้งแต่การสะท้อนปัญหา กำหนดความต้องการ ไปจนถึงการร่วมออกแบบและขับเคลื่อนกิจกรรมเสริมสร้างแผนการอนุรักษ์และอาชีพทางเลือกให้กับชุมชน
ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก นายชวนนท์ กัลยา นักวิชาการประมงปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมให้ข้อมูลเรื่อง “สถานการณ์ประชากรโลมาอิรวดี ปัจจัยคุกคาม และแนวทางการคุ้มครองในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา” เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์และแนวทางการอนุรักษ์โลมาอิรวดีแก่ผู้เข้าร่วมงาน
เสียงของชุมชนยังถูกนำมาเป็นส่วนสำคัญของการออกแบบงาน ผ่านเวที “เสียงจากชุมชน: ความคาดหวัง การยกระดับคุณภาพชีวิต และสถานการณ์ความเท่าเทียมทางเพศภาวะเพื่อการอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืน” โดยมีตัวแทนคณะกรรมการดำเนินงานระดับชุมชน หรือ CIC จากพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลา ทั้งจากจังหวัดพัทลุงและสงขลาร่วมสะท้อนมุมมองต่ออาชีพ คุณภาพชีวิต และการจัดการทรัพยากร เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงและผู้ชายมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของทะเลสาบร่วมกัน
ในงานยังนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยและชุมชน เพื่อเป็นแนวทางในการเสริมสร้างอาชีพทางเลือกที่จะพัฒนาตามศักยภาพและบริบทของแต่ละชุมชน ตั้งแต่การเลี้ยงปลาในระบบหมุนเวียนน้ำ การเลี้ยงไก่ไข่ การสานกระเป๋าจากเส้นยางพารา ข้าวนาริมเล ปลาดุกร้า การนำเครื่องมือประมงเก่ามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ การปลูกผักไร้ดิน ไปจนถึงการเลี้ยงชันโรง เพื่อกระจายแหล่งรายได้ ลดการพึ่งพาทรัพยากรประมงเพียงด้านเดียว และต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่เครือข่ายตลาด
อีกมิติหนึ่งคือการสร้างความตระหนักในกลุ่มเด็กและเยาวชน หลากหลายกิจกรรมเชิงการสร้างความรู้และการอนุรักษ์ อาทิ “Songkhla Lagoon Gyotaku” ได้นำศิลปะภาพพิมพ์ปลาแบบญี่ปุ่นมาเป็นกระบวนการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน เชื่อมเรื่องชนิดพันธุ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ และโลมาอิรวดี และการนำเศษวัสดุเหลือใช้ ได้แก่ ผ้า และอุปกรณ์ประมงเก่ามาสร้างสรรค์งานศิลปะ เพื่อโลมาเข้ามาอยู่ในความทรงจำและจินตนาการของคนรุ่นใหม่ จนนำไปสู่ความรู้สึกเป็นเจ้าของทรัพยากรร่วมกัน
จากการอนุรักษ์โลมา สู่การสร้างอาชีพ จากเสียงของชุมชน สู่พื้นที่การมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม แนวทางดังกล่าวกำลังเชื่อม “คน–โลมา–ทะเลสาบ” เข้าด้วยกัน เพื่อให้การอนุรักษ์ไม่ใช่ภารกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการสร้างอนาคตร่วมกันที่ “โลมาอยู่ได้ ทะเลสาบอยู่รอด และคนอยู่ดี”