แรมซาร์ไซต์กับหนองหาร
ความจริง ความกังวล และโอกาสที่คนสกลนครควรมองให้ครบทุกมิติ

การผลักดัน “หนองหาร” สู่การเป็น พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Site) กำลังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในจังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ ที่มีทั้งผู้สนับสนุนและผู้กังวล หลายบทความและหลายความคิดเห็นถูกส่งต่อกันอย่างรวดเร็ว
ในฐานะคนที่ทำเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การเลือกเชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการพยายามแยกให้ชัดว่า อะไรคือข้อเท็จจริง ด้วยการวิเคราะห์จากข้อมูลที่มี และอะไรคือข้อกังวล ที่ยังต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อมูลด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม และแนวปฏิบัติของอนุสัญญาแรมซาร์แล้วจะพบว่า หลายประเด็นที่ผู้คนยังกังวลนั้นมีพื้นฐานจากข้อเท็จจริง ขณะที่บางประเด็นอาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่มีการสื่อสารที่ชัดเจน ก็อาจกลายเป็นชนวนของความขัดแย้งในอนาคต
สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง
ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจ คือ อนุสัญญาแรมซาร์ไม่ได้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายโดยตรงในประเทศไทย การขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ได้หมายความว่าจะมีองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาควบคุมพื้นที่ ไม่มีอำนาจยึดที่ดิน ไม่มีตำรวจหรือศาลของแรมซาร์ และไม่มีบทลงโทษหากประเทศสมาชิกดำเนินการไม่เป็นไปตามแนวทาง อนุสัญญาทำหน้าที่เป็นเพียงกรอบความร่วมมือที่ประเทศสมาชิกสมัครใจเข้าร่วมมากกว่าจะเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับโดยตรง ในทำนองเดียวกันการขึ้นทะเบียนแรมซาร์ไม่ได้เปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โฉนดก็ยังเป็นโฉนด น.ส.3 ก็ยังเป็น น.ส.3 เขตที่ดินของรัฐก็ยังเป็นไปตามกฎหมายเดิม ไม่มีการประกาศเขตใหม่หรือเพิกถอนสิทธิ์ของประชาชนเพียงเพราะได้รับสถานะแรมซาร์
อีกประเด็นที่หลายฝ่ายต้องยอมรับตรงกัน คือ ปัญหาสิทธิในที่ดินทำกินรอบหนองหารไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเพราะการเสนอเป็นพื้นที่แรมซาร์ ข้อพิพาทเรื่องแนวเขตหนองหารตามพระราชกฤษฎีกาปี 2484 และการออกเอกสารสิทธิ์ ล้วนเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนานหลายสิบปี หากไม่มีการผลักดันเป็นพื้นที่แรมซาร์ ปัญหาเหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม มีบางประเด็นที่ควรอธิบายให้รอบด้านมากขึ้น เช่นหลายคนยังกังวลว่า หากหนองหารเป็นพื้นที่แรมซาร์แล้ว จะห้ามก่อสร้าง ห้ามทำเกษตร ห้ามใช้สารเคมี หรือห้ามใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทันที ซึ่งในความเป็นจริง ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการขึ้นทะเบียนแรมซาร์ เพราะในความเป็นจริงแล้วนั้น ประเทศไทยมีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ประมง ผังเมือง การควบคุมน้ำเสีย และการใช้พื้นที่สาธารณะอยู่แล้ว สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือ หน่วยงานรัฐจะให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้นเดิมมากขึ้น ให้ความสำคัญต่อความเห็นของชุมชนในพื้นที่มากขึ้น มีการวางแผนบริหารจัดการที่เข้มข้นขึ้น และจัดสรรงบประมาณเพื่อการอนุรักษ์มากขึ้น ไม่ใช่การออกกฎหมายใหม่ที่ตัดสิทธิของประชาชนแต่อย่างใด
เช่นเดียวกับหลักการ Wise Use ของอนุสัญญาแรมซาร์ ที่หมายถึง “การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” ไม่ใช่ “การห้ามใช้ประโยชน์”หลายพื้นที่แรมซาร์ทั่วโลกยังคงมีชุมชน มีการเกษตร มีการประมง และการท่องเที่ยวควบคู่กับการอนุรักษ์ เพียงแต่ต้องบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับระบบนิเวศ
จากการสืบค้นข้อมูลที่มีการเปิดเผยในปัจจุบัน ในหลายประเทศ สถานะแรมซาร์กลับกลายเป็น “ต้นทุนการพัฒนา“ ที่สามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การดูนก การศึกษาธรรมชาติ ศูนย์เรียนรู้ งานวิจัย รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว เช่น คาร์บอนเครดิต หรือสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชนจากพื้นที่แรมซาร์ (RAMSAR PRODUCTS) นอกจากนี้ ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของพื้นที่ในเวทีนานาชาติ ทำให้การของบประมาณด้านสิ่งแวดล้อม การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว มีโอกาสได้รับการสนับสนุนมากขึ้น
สำหรับสกลนคร หากสามารถเชื่อมโยงการอนุรักษ์เข้ากับการพัฒนา เช่น แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ การดูนก หรือ การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนบนฐานชีวภาพ ก็อาจเปลี่ยน “พื้นที่ชุ่มน้ำ” ให้กลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของจังหวัดได้ โดยไม่กระทบต่อพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ที่การสร้างความเข้าใจร่วมกันอย่างเปิดเผย แต่ขณะเดียวกันในข้อกังวลที่ไม่ควรถูกมองข้ามก็ไม่ควรปล่อยให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเหล่านั้นสร้างความเข้าใจผิดว่า “แรมซาร์” คือผู้สร้างข้อจำกัดใหม่ เพราะแท้จริงแล้ว ข้อจำกัดจำนวนมากมายนั้น มีอยู่ภายใต้กฎหมายไทยมานานแล้ว
ดังนั้น คำถามสำคัญของวันนี้อาจไม่ใช่ว่า “หนองหารควรเป็นแรมซาร์หรือไม่” แต่คือ “สกลนครจะทำให้การอนุรักษ์,สิทธิ์การใช้ประโยชน์ของประชาชน และการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานชีวภาพจะเดินไปด้วยกันได้อย่างไร” และหากตอบคำถามนี้ได้ หนองหารก็อาจจะไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติเท่านั้น แต่อาจจะกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่สร้างสมดุลระหว่าง “ธรรมชาติ” กับ “คุณภาพชีวิตของผู้คน” ได้อย่างแท้จริง
แหละนั่น…น่าจะเป็นสิ่งที่ชาวสกลนครอยากให้เป็น.

