สานต่อสิ่งที่ดี ต่อยอดสิ่งที่ใช่ และเดินให้ถึงที่สุด”

ดร.นิยม เวชกามา
ผมขอแสดงความยินดีและร่วมอนุโมทนากับ พระพรหมวัชรธีราจารย์ ในโอกาสได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เป็นสมัยที่ 3 ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของคณะสงฆ์และประชาคมมหาวิทยาลัยที่มีต่อวิสัยทัศน์และผลการบริหารตลอดสองวาระที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ผมขอร่วมแสดงความยินดีกับ พระเทพวัชรสารบัณฑิต, รศ.ดร. (ประสาร จนฺทสาโร) รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา และ รศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ให้ประสบความสำเร็จนั้น ไม่อาจเกิดขึ้นจากผู้นำเพียงรูปเดียว แต่ต้องอาศัยทีมผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ มีความเสียสละ และทำงานประสานกันอย่างเป็นเอกภาพ
เมื่อได้อ่านนโยบายทั้ง 8 ด้านแล้ว ผมเห็นว่าเป็นทิศทางที่ครบถ้วนและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งการธำรงอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ การพัฒนามหาวิทยาลัยสีเขียว การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ การผลักดันพุทธนวัตกรรม การยกระดับความเป็นนานาชาติ การนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการบริหารด้วยหลักธรรมาภิบาล ซึ่งล้วนเป็นนโยบายที่ควรได้รับการสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า “การบริหารที่ดี ไม่ใช่เพียงการคิดโครงการใหม่ แต่ต้องรักษาและต่อยอดโครงการเดิมที่ดีให้ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง”
หลายองค์กรล้มเหลว ไม่ใช่เพราะขาดคนเก่งหรือขาดแนวคิดใหม่ แต่เพราะเมื่อมีผู้บริหารชุดใหม่เข้ามา ก็เริ่มต้นนโยบายใหม่ โดยละทิ้งสิ่งดี ๆ ที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ ทำให้การพัฒนาขาดความต่อเนื่อง และสิ้นเปลืองทั้งเวลา งบประมาณ และโอกาส
ผมจึงเห็นว่า การได้รับโอกาสบริหารเป็นวาระที่ 3 คือข้อได้เปรียบที่สำคัญ เพราะสามารถนำสิ่งที่ทำไว้แล้วมาต่อยอดให้สมบูรณ์ พร้อมสร้างสิ่งใหม่ควบคู่กันไป ไม่ใช่เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
ของเก่าที่ดี ต้องทำให้ถึงที่สุด
ของใหม่ที่เป็นประโยชน์ ก็ต้องกล้าสร้างให้เกิดขึ้นจริง
หากมหาวิทยาลัยสามารถขับเคลื่อนทั้งสองมิติไปพร้อมกัน เชื่อว่าจะทำให้การพัฒนาเกิดความมั่นคงและยั่งยืน
ผมยังเชื่อว่า “มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาระดับโลก” จะไม่เกิดขึ้นจากอาคารที่สวยงาม หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการผลิตบัณฑิตที่มีทั้งปัญญา คุณธรรม ความเสียสละ และสามารถนำหลักพระพุทธศาสนาไปแก้ปัญหาของโลกยุคใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในยุคที่โลกเผชิญความขัดแย้ง ความเครียด วิกฤตสิ่งแวดล้อม และความเหลื่อมล้ำ พระพุทธศาสนามีคำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่มหาวิทยาลัยต้องเป็นผู้แปลองค์ความรู้นั้นให้กลายเป็น “พุทธนวัตกรรม” ที่สังคมเข้าถึงและนำไปใช้ได้จริง
ผมขอเป็นกำลังใจแก่พระพรหมวัชรธีราจารย์ พร้อมด้วย พระเทพวัชรสารบัณฑิต, รศ.ดร. (ประสาร จนฺทสาโร) รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา, รศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป ตลอดจนคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตทุกวิทยาเขต ขอให้ร่วมกันขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้ก้าวสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาระดับโลก” อย่างสง่างาม สมกับความคาดหวังของคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน
เพราะการสร้างประวัติศาสตร์ ไม่ได้เกิดจากการเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง แต่เกิดจากการ สานต่อสิ่งที่ดี ต่อยอดสิ่งที่ใช่ และมุ่งมั่นเดินไปให้ถึงเป้าหมาย หากทีมผู้บริหารสามารถรักษาความต่อเนื่องของนโยบายเดิม พร้อมสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบันได้อย่างสมดุล ผมเชื่อมั่นว่า มจร จะก้าวขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาพระพุทธศาสนา สังคมไทย และประชาคมโลกอย่างยั่งยืน

