คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานอย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง และยั่งยืน ในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ รุกบูรณาการ จัดการน้ำนอกเขตชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำแจงแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี และแนวทางฟื้นฟู พื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อเกษตรกรรมยั่งยืน

Uncategorized

คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานอย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง และยั่งยืน ในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ รุกบูรณาการ จัดการน้ำนอกเขตชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำแจงแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี และแนวทางฟื้นฟู พื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อเกษตรกรรมยั่งยืน


วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานอย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง และยั่งยืน ในคณะกรรมาธิการ เกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา จัดการประชุม ครั้งที่ 4/2569 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA329 ช้ัน 3 อาคารรัฐสภา นางสาวอมร ศรีบุญนาค ประธานคณะ อนุกรรมาธิการ เป็นประธาน การประชุมเพื่อหารือแนวทางยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยมีผู้แทนจากกรมทรัพยากรน้ำเข้าร่วมชี้แจงข้อมูล พร้อมชูวิสัยทัศน์ “น้ำมั่นคง ประชาชนมั่นใจ” พร้อมเปิดผลงาน 5 ปี รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ และภารกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การกำกับควบคุมอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ การพัฒนาฟื้นฟูระบบแหล่งน้ำ การจัดสรรน้ำ และการแจ้งเตือนภัยวิกฤตน้ำ โดยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา กรมทรัพยากรน้ำได้ดำเนิน โครงการไปแล้วกว่า 1,854 โครงการ ใช้งบประมาณกว่า 25,600 ล้านบาท สามารถเพิ่ม ปริมาณน้ำได้ 363 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 439,000 ครัวเรือน สำหรับแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี กรมฯ ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักไม่น้อยกว่า 1,050 ล้าน ลูกบาศก์เมตร และขยายพื้นที่รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านไร่
ทั้งนี้ การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำและการใช้พลังงานสะอาด ในที่ประชุมได้มีการหารือ ถึงการบริหารจัดการ พื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งมีอยู่กว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ โดยกรมฯ เน้นการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด (Wise Use) และการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการบุกรุกในช่วงภัยแล้ง นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำนวัตกรรม พลังงานสะอาด (Green Marketing) เช่น แผงโซล่าเซลล์มาใช้ในระบบกระจายน้ำเพื่อช่วยลดต้นทุนค่าน้ำมัน และไฟฟ้าให้แก่เกษตรกร
สำหรับ อุปสรรคด้านกฎหมายและที่ดิน ที่ประชุมได้รับทราบปัญหาสำคัญที่เป็นข้อจำกัด ในการดำเนินงาน คือ กรมทรัพยากรน้ำไม่มีพื้นที่เป็นของตนเองทำให้การพัฒนาแหล่งน้ำ ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ เช่น กรมป่าไม้ หรือเจ้าท่า ซึ่งบางครั้งมีความล่าช้า รวมไปถึงข้อจำกัดจาก พ.ร.บ. กระจายอำนาจ ที่กำหนดให้หน่วยงานระดับกรมต้องทำ โครงการขนาด 2 ล้านลูกบาศก์เมตรขึ้นไป ทำให้ไม่สามารถลงไปสนับสนุนโครงการขนาดเล็ก (บ่อจิ๋ว) ในระดับท้องถิ่นได้เหมือนในอดีต
ในการนี้ คณะอนุกรรมาธิการได้ให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญ ดังนี้
– การจัดทำบัญชีน้ำ (Water Account) เพื่อให้ทราบสมดุลน้ำในแต่ละพื้นที่อย่าง ละเอียดจนถึงระดับแปลงเกษตร
– ระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เน้นการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็วเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัว ได้ทันท่วงที มากกว่าเพียงแค่การอพยพ
– การบูรณาการงบประมาณและบุคลากร เสนอให้กรมฯ พิจารณาการจ้าง ที่ปรึกษา(Outsource) ในการสำรวจและควบคุมงานเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากร
สำหรับการประชุมครั้งต่อไป คณะอนุกรรมาธิการเตรียมนำข้อมูลจากการชี้แจงในครั้งนี้ ไปจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล เพื่อผลักดันให้มี “เจ้าภาพหลัก” ในการดูแลพื้นที่ เกษตรนอกเขตชลประทานที่มีมากถึง 120 ล้านไร่ทั่วประเทศ โดยการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 จะมีการเชิญ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อร่วมหาทางออกอย่างบูรณาการต่อไป