กมธ.การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา หารือกระทรวงพาณิชย์ พร้อมร่วมกันจับมือทำงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าไทย

Uncategorized

กมธ.การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา หารือกระทรวงพาณิชย์ พร้อมร่วมกันจับมือทำงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าไทย

วันที่ 26 มิถุนายน 2569
คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา นำโดย นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา พร้อมด้วย นายนิพนธ์ เอกวานิช นางสาวตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์ นายเอกชัย เรืองรัตน์ นายพละวัต ตันศิริ นายพิชาญ พรศิริประทาน และคณะ เข้าพบ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรับฟังผลการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันทำงานในการขับเคลื่อนภารกิจด้านเศรษฐกิจและการค้าของประเทศ

นางศุภจี กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ต้อนรับคณะกรรมาธิการฯ และขอบคุณที่ให้ความสนใจการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ พร้อมยืนยันว่ากระทรวงยินดีรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยมีผู้บริหารทุกกรมเข้าร่วมรับฟัง เพื่อนำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ไปต่อยอดการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนนโยบายที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็วและมีผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ ภายใต้ 5 นโยบายหลัก ได้แก่ การดูแลค่าครองชีพประชาชน การรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร การส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs และชุมชน การขยายตลาดและการส่งออก การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการให้บริการ และการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจ พร้อมเดินหน้ารับมือความท้าทายด้านการค้าโลกและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายวิวรรธน์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการมีหน้าที่ศึกษา ติดตาม และเสนอแนะแนวทางด้านการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม จึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด พร้อมชื่นชมผลการดำเนินงานของกระทรวง โดยเฉพาะการบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่สามารถรักษาเสถียรภาพราคาได้เป็นอย่างดี อาทิ ทุเรียน ซึ่งแม้มีผลผลิตจำนวนมากแต่ยังสามารถรักษาระดับราคาได้ พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมาธิการพร้อมร่วมกันทำงานกับกระทรวงพาณิชย์ เสริมกันและต่อยอดการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจและการค้า ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป