“ดร.มหานิยม” ประกาศสงครามศรัทธา!  ปลุกพลังชาวพุทธโค่น “ธุรกิจการเมือง”  ชูยุทธศาสตร์วิถีธรรมนำชาติฉุดประเทศพ้นหลุมพรางความจน

Uncategorized

 “ดร.มหานิยม” ประกาศสงครามศรัทธา! 

ปลุกพลังชาวพุทธโค่น “ธุรกิจการเมือง” 

ชูยุทธศาสตร์วิถีธรรมนำชาติฉุดประเทศพ้นหลุมพรางความจน

ขุนพลพุทธศาสนาขยับหมากเกมใหญ่!

 

 

 

 

 

 

 

 

“ดร.มหานิยม เวชกามา” เปิดตัวแคมเปญรวมพลังมหาชน ชูธง “#การเมืองวิถีพุทธ” เป็นทางออกสุดท้ายของประเทศ หวังชำระล้างวงจรธุรกิจการเมืองที่ระบุว่าเป็นต้นเหตุทำคนไทยยากจน พร้อมระดมกุนซือด้านเศรษฐกิจสหกรณ์และกฎหมาย เตรียมเคลื่อนทัพจัดสัมมนาใหญ่เร็วๆ นี้

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่เต็มไปด้วยการปะทะกันของขั้วอำนาจ ล่าสุด ดร.มหานิยม เวชกามา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและอุปนายกสมาคมอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ด้วยการประกาศจุดยืนทางการเมืองที่แหลมคม ผ่านสาส์นที่มุ่งเน้นการใช้ “#พลังชาวพุทธ” เป็นกลไกหลักในการกอบกู้สถานการณ์ประเทศ โดยระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหาหนี้สินและความยากจนที่กัดกินคนไทยกว่า 90% ในปัจจุบันนั้น มีรากเหง้ามาจากสิ่งที่เรียกว่า “ธุรกิจการเมือง” ซึ่งเป็นหลุมพรางที่ถูกขุดไว้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในการเปลี่ยนผ่านอุดมการณ์สู่ภาคปฏิบัติ ดร.#มหานิยม ได้เปิดเวทีระดมสมองร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อวางรากฐานนโยบายให้แข็งแกร่ง โดยได้หารือเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับ คุณกนกธรรม นำเลิศสิน ประธานที่ปรึกษาสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด และผู้อำนวยการจัดงาน “วันสหกรณ์แห่งชาติ 110 ปีสหกรณ์ไทย” (ร่วมกับ มมร. พิบูลสงคราม) เพื่อดึงเอาศักยภาพของระบบสหกรณ์มาเป็นกลไกหลักในการสร้างเศรษฐกิจที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ยังมี นายเอกพิสิษฐ์ นิมิตเอกอมร ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย ร่วมวางกรอบระเบียบปฏิบัติให้รัดกุม โดยมี นางสาวนิภาภรณ์ เวชกามา เลขานุการส่วนตัว ร่วมขับเคลื่อนการประสานงานอย่างใกล้ชิด

ดร.มหานิยม เสนอทางเลือกใหม่ที่แหวกแนวจากการเมืองกระแสหลัก ด้วยการนำหลักความเชื่อใน “กฎแห่งกรรม” และ “วิถีพุทธ” เข้ามาเป็นเข็มทิศในการบริหารจัดการประเทศ โดยมองว่าความยุติธรรมที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างสหกรณ์ และโครงสร้างสังคมถูกวางอยู่บนรากฐานของธรรมาภิบาล ซึ่งถือเป็นพิมพ์เขียวการสร้าง “แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง” ที่มุ่งหวังให้ประเทศไทยกลับมาเป็นปึกแผ่นและสงบสุขอีกครั้ง

นักวิเคราะห์มองว่าความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ มิใช่เพียงการเรียกร้องในเชิงจริยธรรมทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณถึง “การรวมกลุ่มทางการเมืองภาคประชาชน” ที่เข้มข้นขึ้น โดยการเตรียมจัดสัมมนาใหญ่ในเร็วๆ นี้ ถือเป็นยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านจากความเลื่อมใสส่วนบุคคลไปสู่การสร้างมวลชนเชิงอุดมการณ์ที่มีพระพุทธศาสนาและระบบสหกรณ์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งนับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญต่อพรรคการเมืองในระบบเดิมที่ต้องเผชิญหน้ากับกระแสศรัทธาที่กำลังถูกปลุกขึ้นเพื่อหวังจะ “ฉุดรั้งประเทศ” ให้พ้นจากวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน