เปิดหมุดหมายใหม่! เดินหน้าจัดตั้งสมาคมมาตรฐานประเทศไทย (TSA) ชูคุ้มครองผู้บริโภค ปฏิรูประบบคุณภาพ รับมือสินค้าไร้มาตรฐานยุคดิจิทัล

อลงกรณ์ พลบุตร เปิดเวทีวันมาตรฐานโลก เสนอปฏิรูประบบมาตรฐานไทยเชิงรุก ตั้งสมาคมส่งเสริมระบบมาตรฐานประเทศไทย (TSA) ระดมภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และเครือข่ายผู้บริโภค ร่วมยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
กรุงเทพมหานคร – สถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Thailand) และสถาบันทิวา ร่วมกับคณะผู้ก่อตั้งสมาคมส่งเสริมระบบมาตรฐานประเทศไทย (TSA – Thailand Standardization Association) จัดงานสัมมนาเนื่องในวันมาตรฐานโลก (World Standards Day) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและเสนอแนวทางพัฒนาระบบมาตรฐานของประเทศไทย โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Thailand) อดีตรัฐมนตรีและอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ก้าวใหม่ระบบมาตรฐานประเทศไทย เพื่อคุณภาพประเทศและการคุ้มครองผู้บริโภค” ณ สวนเสียงไผ่ กรุงเทพมหานคร
นายอลงกรณ์กล่าวถึงความสำคัญของวันมาตรฐานโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 14 ตุลาคมของทุกปี โดยเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 เพื่อสร้างความตระหนักถึงบทบาทของมาตรฐานสากลต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “Shared Vision for a Better World” หรือวิสัยทัศน์ร่วมเพื่อโลกที่ดีกว่า โดยใช้มาตรฐานเป็นเครื่องมือสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs)
ชี้โจทย์ท้าทายระบบมาตรฐานไทย
นายอลงกรณ์ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของกติกาการค้าโลก ทั้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เช่น กลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU CBAM) ข้อกำหนดด้านการลดการปล่อยคาร์บอน การเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ตลอดจนการจำหน่ายสินค้าผ่านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน ซึ่งทำให้การพัฒนาระบบมาตรฐาน การทดสอบ และการตรวจสอบรับรองคุณภาพของประเทศมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ได้เสนอประเด็นท้าทายเชิงโครงสร้างที่ควรได้รับการพิจารณา 5 ด้าน ได้แก่
- การทำงานแยกส่วนของหน่วยงาน โดยเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและการรับรองมาตรฐานกระจายอยู่ในหลายหน่วยงานและหลายกระทรวง จึงควรเพิ่มการประสานงานและการกำหนดทิศทางเชิงนโยบายร่วมกัน
- กระบวนการจัดทำมาตรฐานที่ต้องทันต่อเทคโนโลยี โดยเสนอให้พิจารณาปรับปรุงกระบวนการพัฒนามาตรฐาน เพื่อให้ตอบสนองต่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีเกิดใหม่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- ข้อจำกัดด้านห้องปฏิบัติการทดสอบเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและความปลอดภัยทางไซเบอร์ของฮาร์ดแวร์
- การเฝ้าระวังสินค้าด้อยมาตรฐานในตลาดดิจิทัล ซึ่งมีความท้าทายจากการนำเข้าและจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และพัสดุขนาดเล็ก
- ต้นทุนการพัฒนาคุณภาพของผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการทดสอบ สอบเทียบ และขอรับรองมาตรฐาน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการ SMEs
ยกตัวอย่างความเสี่ยง ตั้งแต่โซลาร์รูฟท็อปถึง AI
นายอลงกรณ์ยกตัวอย่างประเด็นที่ควรเร่งพิจารณา ได้แก่ อุปกรณ์ติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรฐานการติดตั้งและมาตรการความปลอดภัยที่เหมาะสม โดยเฉพาะระบบตัดการทำงานฉุกเฉินของอุปกรณ์ เพื่อลดความเสี่ยงด้านอัคคีภัย
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงเครื่องชาร์จและสายชาร์จโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) และอุปกรณ์อัจฉริยะที่อาจมีความเสี่ยง หากไม่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางไฟฟ้าและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เหมาะสม
อีกประเด็นคือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในบริการทางการเงินและสุขภาพ ซึ่งควรมีแนวทางตรวจสอบความแม่นยำ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบของระบบ ตลอดจนปัญหาวัสดุก่อสร้างและระบบก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยยกกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความสำคัญของการกำกับดูแลด้านวิศวกรรมและมาตรฐานความปลอดภัย
นายอลงกรณ์ยังกล่าวถึงข้อมูลที่นำเสนอในเวทีสัมมนาเกี่ยวกับปริมาณสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศที่เข้าสู่ตลาดไทยผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมถึงข้อจำกัดในการสุ่มตรวจและความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ โดยเห็นว่าการพัฒนาระบบมาตรฐานควรดำเนินควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย การกำกับตลาด และการสร้างความรู้ให้แก่ผู้บริโภค
ชูความร่วมมือทุกภาคส่วน เดินหน้าจัดตั้ง TSA
นายอลงกรณ์กล่าวว่า การจัดงานวันมาตรฐานโลกครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมทบทวนปัญหา แลกเปลี่ยนแนวทางแก้ไข และกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบมาตรฐานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเป็นก้าวสำคัญของการผลักดันจัดตั้ง สมาคมส่งเสริมระบบมาตรฐานประเทศไทย (TSA – Thailand Standardization Association)
แนวทางสำคัญประกอบด้วยการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำมาตรฐานสากลไปปรับใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายตลาด การสร้างความตระหนักให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ และการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และองค์กรด้านมาตรฐาน เพื่อให้ระบบมาตรฐานไทยสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยน
การสัมมนาครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานในเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพแห่งชาติ (National Quality Infrastructure: NQI) หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐาน และองค์กรด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเข้าร่วมจำนวนมาก
ผู้เข้าร่วมประกอบด้วย ดร.สถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นายธวัช ผลความดี อดีตเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) นายภัทรพล ลิ้มภักดี รองเลขาธิการ สมอ. นายสนธยา กาลาศรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ดร.ดาเรศร์ กิตติโยภาส นายกสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย (TSAE) ดร.ทัชนันท์ กังวานตระกูล นายกสมาคมผู้ตรวจสอบมาตรฐานสากลและอุปนายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ดร.ดาวิน หยาง นายกสมาคมการค้าอาเซียน–จีน ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล รองประธาน FKII พ.อ.นพ.พงศ์ศักดิ์ ตั้งคณา และนายอารยะ โรจนวณิชชากร ผู้เชี่ยวชาญด้านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
นอกจากนี้ นาย HE Xin ประธาน VNUO Certification & Testing (Thailand) Co., Ltd. ได้ถ่ายทอดบทเรียนเกี่ยวกับสมาคมมาตรฐานของจีน ขณะที่นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวาและผู้ริเริ่มแนวคิดการจัดตั้งสมาคมมาตรฐานของไทย ได้สรุปผลการสัมมนาและเป็นประธานปิดงาน
เวทีดังกล่าวสะท้อนความพยายามผลักดันให้ระบบมาตรฐานเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภค ส่งเสริมความปลอดภัยของสินค้าและบริการ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย โดยการจัดตั้ง TSA ยังเป็นแนวคิดและกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อกำหนดบทบาทและแนวทางดำเนินงานให้ชัดเจนต่อไป

