“มหานิยม” ค้านเกณฑ์ 5 รูป 5 ปี ชี้ต้องดูบริบทวัดชนบท
ตั้งคำถาม มส.-พศ. ควรพิจารณาสภาพพื้นที่จริง ย้ำอย่าใช้จำนวนพระเป็นตัวชี้วัดความมั่นคงพระศาสนา

นครพนม – ดร.มหานิยม เวชกามา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงความคิดเห็นต่อกรณีมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2569 มติที่ 33/2569 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ซึ่งเห็นชอบการตั้งวัด 180 วัด พร้อมมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พิจารณาปรับปรุงกฎกระทรวงเกี่ยวกับการตั้งวัด โดยมีข้อเสนอให้ปรับเงื่อนไขจากเดิมที่มีพระภิกษุจำพรรษาไม่น้อยกว่า 1 รูป เป็นมีพระภิกษุประจำไม่น้อยกว่า 5 รูป ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี
ดร.มหานิยม กล่าวว่า หากพิจารณาในหลักการ แนวคิดดังกล่าวอาจมีเป้าหมายเพื่อให้วัดมีความพร้อมด้านบุคลากรและช่วยกำกับดูแลการจัดตั้งวัดหรือที่พักสงฆ์ แต่เห็นว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ควรคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะวัดในชนบทและพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีจำนวนพระภิกษุแตกต่างจากวัดในเขตเมือง
> “ถ้าอยู่กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ คุณอาจพูดได้ว่าวัดหนึ่งต้องมีพระ 5 รูป แต่ลองไปดูวัดบ้านนอกทุกวันนี้ บางแห่งพระรูปเดียวยังหาไม่ได้ แล้วจะเอาพระที่ไหนมาให้ครบ 5 รูป และต้องอยู่ต่อเนื่องถึง 5 ปี”
ดร.มหานิยม กล่าวว่า สภาพสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งจำนวนประชากรวัยเด็กที่ลดลง การย้ายถิ่นของคนวัยแรงงาน และจำนวนผู้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ที่อาจลดลงในบางพื้นที่ ดังนั้น การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาควรพิจารณาข้อมูลและบริบทในพื้นที่ประกอบ ไม่ควรพิจารณาจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว
> “กฎหมายก็ดี ระเบียบก็ดี มติก็ดี ถ้าออกมาแล้วปฏิบัติไม่ได้ ก็ต้องถามว่าจะออกมาเพื่ออะไร”
ชี้จำนวนพระไม่ควรเป็นเกณฑ์เดียว
ดร.มหานิยม กล่าวถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้จำนวนพระภิกษุเป็นตัวชี้วัดความพร้อมของวัด โดยเห็นว่าวัดในกรุงเทพมหานคร วัดในเขตเมือง วัดชนบท วัดป่า หรือที่พักสงฆ์ในพื้นที่ห่างไกล ต่างมีบริบทและภารกิจแตกต่างกัน จึงควรพิจารณาอย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่
> “วัดที่มีพระ 20 รูป ไม่ได้หมายความว่าจะมีคุณภาพกว่าวัดที่มีพระ 2 รูป วัดป่าบางแห่งมีพระไม่กี่รูป แต่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน แล้วเราจะบอกว่าเขาไม่มีมาตรฐานเพียงเพราะพระไม่ครบ 5 รูปหรือ”
ตั้งข้อสังเกตกรณีที่พักสงฆ์
ดร.มหานิยม ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่พักสงฆ์และวัดที่ตั้งอยู่บนที่ดินของรัฐทั่วประเทศ โดยอ้างถึงข้อมูลในบทความต้นเรื่อง ซึ่งระบุเป็นข้อมูลเชิงสำรวจที่ยังไม่เป็นทางการว่าอาจมีประมาณ 11,000 แห่ง ขณะที่มีเรื่องขอตั้งวัดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการกับกองพุทธศาสนสถานไม่น้อยกว่า 600 เรื่อง
ทั้งนี้ ดร.มหานิยมเห็นว่า หากมีการปรับเพิ่มเงื่อนไขการตั้งวัด ควรพิจารณาผลกระทบต่อที่พักสงฆ์และเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ รวมถึงอาจพิจารณาหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันตามสภาพพื้นที่และบทเฉพาะกาลสำหรับกรณีที่ดำเนินการหรือยื่นเรื่องไว้ก่อนแล้ว
> “ของเก่ายังแก้ไม่หมด ที่พักสงฆ์อีกเป็นหมื่นยังรอทางออก เรื่องขอตั้งวัดก็ค้างอยู่เป็นร้อย แล้วจะเพิ่มเงื่อนไขให้ยากขึ้นอีกทำไม”
เสนอเน้นคุณภาพควบคู่จำนวน
ดร.มหานิยม กล่าวว่า พศ. มีภารกิจเกี่ยวข้องกับงานพระพุทธศาสนาในหลายด้าน ทั้งการสนองงานคณะสงฆ์ การส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การส่งเสริมการปฏิบัติธรรม การดูแลศาสนสมบัติ รวมถึงการสนับสนุนวัดและพระสงฆ์ในพื้นที่ห่างไกล จึงเห็นว่าการกำหนดนโยบายควรพิจารณาภารกิจเหล่านี้ควบคู่ไปกับหลักเกณฑ์ด้านจำนวนพระภิกษุ
> “ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับเกณฑ์ 5 รูป 5 ปีแบบเหมารวม และอยากถามผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า ก่อนคิดเรื่องนี้ เคยลงไปดูหรือยังว่าวัดบ้านนอกวันนี้เขาอยู่กันอย่างไร พระเหลือกี่รูป ชาวบ้านเหลือกี่ครัวเรือน”
พร้อมเสนอว่า หากมีเป้าหมายเพื่อป้องกันปัญหาที่พักสงฆ์เกิดขึ้นโดยไม่มีความพร้อม หรือป้องกันการจัดตั้งสำนักโดยไม่มีระบบกำกับดูแล อาจพิจารณาเพิ่มมาตรการตรวจสอบ แต่ควรแยกหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และพิจารณากรณีที่ดำเนินการหรือยื่นเรื่องไว้ก่อนแล้วอย่างรอบคอบ
> “ถ้าจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อย่ามุ่งแต่จำนวน ต้องมุ่งคุณภาพของพระ การศึกษา การปฏิบัติธรรม การเผยแผ่ และทำให้วัดเป็นที่พึ่งของประชาชน”
ดร.มหานิยม กล่าวทิ้งท้ายว่า การพิจารณาความมั่นคงของพระพุทธศาสนาไม่ควรดูเฉพาะจำนวนพระภิกษุหรือจำนวนวัด แต่ควรพิจารณาถึงคุณภาพของพระ การสืบทอดพระศาสนา และบทบาทของวัดในการเป็นศูนย์กลางและที่พึ่งของชุมชนด้วย
> “อย่าฝันถึงตัวเลขสวย ๆ บนกระดาษ แต่ทำไม่ได้ในชีวิตจริง พระพุทธศาสนาจะมั่นคงไม่ได้อยู่ที่วัดหนึ่งมีพระครบ 5 รูป แต่อยู่ที่พระปฏิบัติดี วัดเป็นที่พึ่งของชุมชน และพระศาสนามีคนสืบทอดหรือไม่ นั่นต่างหากคือเรื่องที่ พศ. และ มส. ควรให้ความสำคัญ”///////#
— ดร.มหานิยม เวชกามา

