กมธ.ไอซีที วุฒิสภา เปิดเวทีระดมสมอง ผนึกทุกภาคส่วนรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ ชูมาตรการป้องกัน-ป้องปราม เสนอแนวทางเชิงนโยบายและกฎหมาย

วันที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 406–407 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา จัดเสวนาเรื่อง “แนวทางบูรณาการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย : มิติป้องกันและป้องปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต่อเศรษฐกิจและสังคม”
โดยมี นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ขณะที่ นางสาวชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย รองประธานคณะกรรมาธิการฯ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และประธานคณะทำงาน กล่าวรายงาน พร้อมด้วยสมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมาธิการฯ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และนักวิชาการ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
นายนิเวศ กล่าวว่า การจัดเสวนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหาแนวทางบูรณาการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย โดยเฉพาะมิติการป้องกันและป้องปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่รูปแบบการหลอกลวงทางออนไลน์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาข้อมูลรั่วไหลที่อาจสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
ประธานคณะกรรมาธิการฯ ยกตัวอย่างกรณีภัยหลอกลวงทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งกรณีผู้เกษียณอายุราชการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาถูกหลอกให้สูญเสียเงินกว่า 4 ล้านบาท และกรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลถูกหลอกให้สูญเสียเงินกว่า 8.5 แสนบาท โดยเห็นว่าทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมกันระดมความคิดเห็นเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ รวมถึงติดตามและเร่งรัดแนวทางช่วยเหลือและคืนเงินแก่ผู้เสียหายตามกระบวนการ พร้อมยกระดับความมั่นคงและความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศ
ด้าน นางสาวชญาน์นันท์ กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประชาชน ทั้งการประกอบธุรกิจ การให้บริการภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้ประเทศไทยพึ่งพาเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ก็มีความซับซ้อนมากขึ้นเช่นกัน
โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้สร้างข้อมูลหรือภาพปลอม การฟอกเงินผ่านบัญชีม้า ตลอดจนการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการกระทำความผิด ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีความเชื่อมโยงทั้งด้านเทคโนโลยี กฎหมาย เศรษฐกิจและการเงิน ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม อีกทั้งการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสามารถดำเนินการข้ามเขตอำนาจรัฐได้อย่างรวดเร็วและไร้พรมแดน
ดังนั้น การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการบูรณาการระหว่างหน่วยงานทุกระดับอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนากลไกการป้องกันและปราบปรามเชิงรุกให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับการเสวนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ พร้อมร่วมกันกำหนดแนวทางป้องกันและป้องปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย เชิงกฎหมาย มาตรการที่เกี่ยวข้อง และกลไกการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การเสวนาแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงแรก “สถานการณ์ ปัญหา และช่องว่างในการป้องกันและป้องปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของประเทศไทย” และช่วงที่สอง “กฎหมาย เทคโนโลยี และความร่วมมือภาคเอกชน : กลไกใหม่ในการป้องปรามอาชญากรรมไซเบอร์” โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอ เพื่อยกระดับการรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ของประเทศไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี///////_ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล…

