ปัตตานี – รองแม่ทัพภาคที่ 4 เปิดโครงการ WE SHIFT CAMP “ขยับตัวเอง ขยับสังคม” มุ่งสร้างพื้นที่เรียนรู้และเชื่อมโยงเยาวชนกับองค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง การทำงานร่วมกัน และการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลาย เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ริเริ่มการเปลี่ยนแปลง หรือ Changemaker

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงองค์กรภาคประชาชนเพื่อสันติและเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดปัตตานี ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พลตรี ชาคริต อุจะรัต รองแม่ทัพภาคที่ 4/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า/ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ WE SHIFT CAMP “ขยับตัวเอง ขยับสังคม”
โครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดย ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมพระพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พันโท ภูมิภาธร ธนดรพลมาตร กรรมการศูนย์พัฒนาและส่งเสริมพระพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นำเสนอข้อมูลความเป็นมา วัตถุประสงค์ และแนวทางการดำเนินโครงการ
สำหรับกิจกรรมภายในโครงการ มุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ประกอบด้วย กิจกรรม “ฉันกับสังคม” เพื่อให้เยาวชนมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง “ตัวเอง–ผู้อื่น–สังคม” การรับชมสารคดี “Chom Chaiyabut, Global Assembly Member 2021, Thailand” ซึ่งนำเสนอแนวทางการสร้างการเปลี่ยนแปลงจากคนคนหนึ่งไปสู่การรวมพลังของชุมชน ตลอดจนกิจกรรมถอดบทเรียน กิจกรรมตระหนักรู้ตนเอง การสร้าง Mindset ของการเป็นผู้ริเริ่มการเปลี่ยนแปลง หรือ Changemaker และการนำเสนอผลงานกลุ่ม
ทั้งนี้ ในสถานการณ์ที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนและชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งเสริมการพึ่งตนเอง การพึ่งพากัน และการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน
ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมพระพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้จัดโครงการ WE SHIFT CAMP “ขยับตัวเอง ขยับสังคม” เพื่อเป็นพื้นที่เชื่อมโยงเยาวชนกับองค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายประชาชนที่ทำงานสร้างสรรค์เพื่อชุมชน ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร การอนุรักษ์ทรัพยากร การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจ รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้คนจากหลากหลายกลุ่ม
การดำเนินโครงการได้น้อมนำแนวพระราชดำริและหลักการทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาออกแบบกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น ตลอดจนเข้าถึงประสบการณ์จริงจากเครือข่ายประชาชนที่ลงมือทำงานเพื่อชุมชน
พร้อมกันนี้ ยังได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” มาเป็นแนวทางในการนำทุนทางสังคมและภูมิปัญญาที่มีอยู่ในชุมชนมาต่อยอดด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้าง “ทุนชีวิต” ให้แก่ประชาชน ชุมชน และสังคม
กิจกรรมครั้งนี้มีเยาวชนนักเรียนและนักศึกษาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ และถอดบทเรียนร่วมกัน เพื่อพัฒนาความเข้าใจตนเองและผู้อื่น ตระหนักถึงปัญหาของสังคม รวมถึงเรียนรู้การทำงานร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง พร้อมก้าวสู่การเป็น ผู้ริเริ่มการเปลี่ยนแปลง หรือ Changemaker ที่สามารถนำความรู้ ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจไปสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนและสังคม
สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก ศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในการสนับสนุนงบประมาณจำนวนกว่า 60,000 บาท พร้อมด้วยความร่วมมือจาก สมาคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (POSBO), เครือข่ายเยาวชนจิตอาสา 532 เครือข่าย, เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติชายแดนใต้ “กลุ่มปาก๊ะตูลง”, กลุ่มพลเมืองสร้างชุมชน, ชมรมต้นวารีมหานทีแห่งชีวิต และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผักยกแคร่ “อรบ้านสวน” ที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขับเคลื่อนกิจกรรม
นอกจากนี้ ยังได้รับความอนุเคราะห์สถานที่จากองค์กรภาคประชาชนเพื่อสันติและเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดปัตตานี รวมถึงการสนับสนุนจาก กรมทหารพรานที่ 43 และทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมผลักดันให้โครงการสามารถเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
โครงการ WE SHIFT CAMP “ขยับตัวเอง ขยับสังคม” จึงไม่เพียงเป็นกิจกรรมสำหรับเยาวชน แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายพื้นที่ให้ได้มาเรียนรู้ แลกเปลี่ยน พึ่งพา และเติบโตไปด้วยกัน โดยมุ่งหวังให้เกิดพลังร่วมในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ส่งเสริมความสามัคคี ความไว้วางใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติภายใต้ความหลากหลาย อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เข้มแข็งและยั่งยืน
**“ขยับตัวเอง ขยับสังคม” จากการเปลี่ยนแปลงของคนหนึ่งคน สู่พลังของคนทั้งชุมชน และก้าวไปสู่สังคมแห่งการพึ่งพาและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ**

