กมธ.งบฯ ปี 70 วุฒิสภา ถกงบแรงงาน–อุตสาหกรรม เน้นยกระดับทักษะแรงงาน คุ้มครองผู้ประกันตน ดันอุตสาหกรรมแข่งขันได้ควบคู่สิ่งแวดล้อม

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 411 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา นายประเทือง มนตรี รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วุฒิสภา พร้อมด้วยกรรมาธิการและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ประชุมครั้งที่ 20 เพื่อพิจารณางบประมาณรายจ่ายของกระทรวงแรงงานและกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมุ่งพิจารณาความคุ้มค่าของงบประมาณ ผลสัมฤทธิ์ที่ประชาชนจะได้รับ และความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม
นายประเทือง มนตรี รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานและกระทรวงอุตสาหกรรมมีบทบาทเชื่อมโยงโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน การจัดสรรงบประมาณจึงต้องตอบโจทย์ทั้งการสร้างงาน พัฒนาทักษะ ดูแลสิทธิและสวัสดิการของแรงงาน ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมาธิการฯ ให้ความสำคัญกับการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีตัวชี้วัดผลสำเร็จที่ชัดเจน
ในช่วงเช้า คณะกรรมาธิการฯ พิจารณางบประมาณกระทรวงแรงงานในภาพรวม ครอบคลุมสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สำนักงานประกันสังคม และสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน)
คณะกรรมาธิการฯ เสนอให้หน่วยงานด้านแรงงานบูรณาการการทำงานและฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ดิจิทัล และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการจ้างงานและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน เพื่อให้การใช้งบประมาณด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานนำไปสู่การมีงานทำและรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับการบริหารกองทุนประกันสังคมและกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คณะกรรมาธิการฯ เน้นย้ำเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ เนื่องจากเป็นเงินที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิและความมั่นคงของผู้ใช้แรงงาน รวมถึงควรบริหารการลงทุนอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมและรักษาความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังเสนอให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในสถานประกอบการ โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสนับสนุนการตรวจสอบและป้องกันความเสี่ยง เพื่อลดการบาดเจ็บ การเจ็บป่วย และอุบัติเหตุจากการทำงาน
ในช่วงบ่าย คณะกรรมาธิการฯ พิจารณางบประมาณกระทรวงอุตสาหกรรมในภาพรวม ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถปรับตัวต่อเทคโนโลยี รูปแบบการผลิต และการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
คณะกรรมาธิการฯ ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการกำกับดูแลโรงงานและการจัดการกากอุตสาหกรรม โดยเสนอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเทคโนโลยีมาใช้ติดตาม ตรวจสอบ และควบคุมการจัดการกากอุตสาหกรรมและมลพิษอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรอบพื้นที่อุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายให้ความสำคัญกับมาตรการและงบประมาณสนับสนุนเกษตรกรลดการเผาอ้อย ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจและทางเลือกในการจัดการผลผลิต เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและเพิ่มโอกาสทางการค้า
นายสุทนต์ กล้าการขาย โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวว่า “การพิจารณางบประมาณครั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ฝั่งกระทรวงแรงงาน งบประมาณต้องช่วยให้คนมีงาน มีทักษะที่ตรงกับตลาด ได้รับสิทธิและสวัสดิการที่เหมาะสม รวมถึงสร้างความมั่นคงให้กองทุนประกันสังคม ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม ต้องใช้งบประมาณเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs พร้อมยกระดับการกำกับโรงงานและการจัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสร้างภาระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้กับประชาชน”
โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้นโยบายแรงงานและนโยบายอุตสาหกรรมเดินไปในทิศทางเดียวกัน เพราะเมื่ออุตสาหกรรมเปลี่ยนจากเทคโนโลยีและ AI ทักษะของแรงงานก็ต้องเปลี่ยนตาม งบประมาณปี 2570 จึงควรเชื่อมตั้งแต่การคาดการณ์ความต้องการกำลังคน การพัฒนาทักษะ ไปจนถึงการสร้างงานและเพิ่มผลิตภาพ เพื่อให้ทุกบาทของงบประมาณเกิดผลต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างชัดเจน”
ทั้งนี้คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า การพัฒนาแรงงานและภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กัน โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องสร้างงาน รายได้ และความมั่นคงให้ประชาชน ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมต้องพัฒนาอย่างมีความรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน.
………….………….………….………….
ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วุฒิสภา ได้ทางเว็บไซต์วุฒิสภา https://www.senate.go.th/view/502/main/TH-TH/

