ดร.นิยม เวชกามา ปลาบปลื้มพระมหากรุณาธิคุณ ชื่นชมบทบาทพระธรรมทูตไทย เสนอผลักดัน “โครงการยุวชนธรรมทูต” สร้างคนรุ่นใหม่สืบทอดพระพุทธศาสนา

ดร.นิยม เวชกามา เปิดเผยภายหลังติดตามพิธีอัญเชิญผ้าไตร เครื่องไทยธรรม และสิ่งของพระราชทาน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแด่คณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย–เนปาล เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๖๙ ว่า รู้สึกปลาบปลื้มและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยต่อการธำรงและเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนพุทธภูมิ อันเป็นแผ่นดินต้นกำเนิดแห่งพระพุทธศาสนา สะท้อนถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาให้มั่นคงทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ
ดร.นิยม กล่าวว่า #คณะพระธรรมทูตไทย ที่ปฏิบัติศาสนกิจในประเทศอินเดียและเนปาล ได้ทำหน้าที่ด้วยความเสียสละ วิริยะอุตสาหะ และความมุ่งมั่นมาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงทำหน้าที่เผยแผ่หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น หากยังเป็นผู้เชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับดินแดนพุทธภูมิ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนพระพุทธศาสนาไทยและประเทศชาติในการประกาศพระธรรมสู่สายตาชาวโลกได้อย่างสง่างาม
“พระธรรมทูตคือกำลังสำคัญของการสืบทอดพระพุทธศาสนา เป็นผู้จุดแสงแห่งธรรมให้ส่องสว่างในดินแดนต้นกำเนิดพระพุทธศาสนา ผลงานที่ปรากฏตลอดหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละ ความอดทน และความทุ่มเทอย่างแท้จริง ซึ่งควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง” ดร.นิยม กล่าว
พร้อมกันนี้ ดร.นิยม ยังเสนอให้ภาครัฐ คณะสงฆ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันผลักดัน “#โครงการยุวชนธรรมทูต” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านพระพุทธศาสนา มีความสามารถด้านภาษา การสื่อสาร และการเผยแผ่พระธรรมในระดับนานาชาติ อันจะเป็นการเตรียมกำลังคนเพื่อสืบทอดภารกิจพระธรรมทูตในอนาคตอย่างต่อเนื่อง
“การปลูกจิตสำนึกและนำหลักธรรมลงสู่หัวใจของเยาวชน คือการลงทุนที่ทรงคุณค่าที่สุด เพราะเยาวชนคืออนาคตของพระพุทธศาสนา หากเราสามารถสร้างยุวชนธรรมทูตให้เติบโตควบคู่กับคุณธรรมและปัญญา ก็จะเป็นรากฐานสำคัญของการขยายผลการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มั่นคงและยั่งยืน ทั้งในประเทศไทยและในเวทีนานาชาติ” ดร.นิยม กล่าว
นอกจากนี้ ดร.นิยม ยังร่วมอนุโมทนาบุญกับคณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย–เนปาล และผู้มีจิตศรัทธาทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนโครงการ “เทียนพรรษาสู่แดนพุทธภูมิ” เพื่อถวายเทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน และปัจจัยบำรุงวัดไทยในแดนพุทธภูมิทั้ง ๕๓ วัด ซึ่งถือเป็นโครงการสำคัญในการสืบสานพระพุทธศาสนา เชื่อมสายใยแห่งศรัทธาระหว่างประเทศไทยกับดินแดนพุทธภูมิให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ดร.นิยม กล่าวเพิ่มเติมว่า พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ที่ทรงพระราชทานการอุปถัมภ์แก่ภารกิจของคณะพระธรรมทูตไทยอย่างต่อเนื่อง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ และเป็นแบบอย่างแห่งการทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม จึงนับเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรน้อมนำพระราชปณิธานมาสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างชัดเจน
“เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญและทรงอุปถัมภ์ภารกิจการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องแล้ว หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตลอดจนอาณาจักรคณะสงฆ์และองค์กรปกครองคณะสงฆ์ ควรร่วมกันยกระดับบทบาทในการสนับสนุนงานพระธรรมทูตอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านนโยบาย งบประมาณ การพัฒนาบุคลากร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อสนองพระราชปณิธานและพระมหากรุณาธิคุณให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะทำให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของประเทศไทยมีความเข้มแข็ง สมพระเกียรติ และก้าวสู่ความยั่งยืนในเวทีโลก” ดร.นิยม กล่าวปิดท้าย
ดร.นิยม เวชกามา
#นิยมเพื่อคนไทย
#นิยมเวชกามา
#มหานิยม
#พระธรรมฑูต #ยุวชนธรรมฑูต

